
‘ผสานวัฒนธรรม’ ทำหนังสือถึงผู้พิพากษา ขอร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี ‘โจ้’ นัดสุดท้าย 12-13 มี.ค.นี้
จากกรณีเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีหนังสือขออนุญาตเข้าสังเกตการณ์พิจารณาคดี ฉบับลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อขอเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ได้นัดสืบในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.182/2564 หรือคดีของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับ สภ.เมืองนครสวรรค์ ในวันที่ 19-20, 27 กุมภาพันธ์ 2565 และ 5-6, 12-13 มีนาคม 2565 รายละเอียดปรากฏตามที่อ้างถึงนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า ทางมูลนิธิได้ติดต่อสอบถามคำสั่งศาลมาโดยตลอด กระทั่งวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้โทรศัพท์สอบถามคำสั่งศาล และได้รับแจ้งจากเลขานุการของศาลว่า ศาลไม่อนุญาตให้ตัวแทนมูลนิธิเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี เนื่องจากไม่ใช่คู่ความในคดี โดยคดีนี้ศาลอนุญาตให้เฉพาะคู่ความ ญาติ และสื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณาคดีได้เท่านั้น โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และมูลนิธิไม่ใช่สื่อมวลชน
ต่อมา วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้แทนมูลนิธิได้เข้ายื่นหนังสือขอสังเกตการณ์พิจารณาคดี ฉบับลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 ด้วยตนเองอีกครั้ง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แต่เมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณาแล้ว ยังคงไม่อนุญาตให้ตัวแทนมูลนิธิเข้าสังเกตการณ์ โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวไม่มีสื่อมวลชนรายใดได้เข้าฟังการพิจารณาคดีเช่นกัน
ที่ผ่านมา มูลนิธิได้รับเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนสำหรับการพิจารณาคดีในวันที่ 19-20, 27 กุมภาพันธ์ 2565 และวันที่ 5-6 มีนาคม 2565 จากศาลแล้ว อย่างไรก็ตาม มูลนิธิขอเรียนต่อท่านด้วยความเคารพว่า คดีนี้ไม่ได้กำหนดให้เป็นการพิจารณาคดีลับ และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การพิจารณาคดีจึงอยู่ภายใต้หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยตามกฎหมาย
ทั้งนี้ มูลนิธิเข้าใจและตระหนักดีถึงการบริหารจัดการคดีของศาลที่ต้องคำนึงถึงมาตรการต่างๆ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งศาลนี้ได้ออกข้อกำหนดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางว่าด้วยมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค
ตามข้อกำหนด ข้อ 10 ได้ระบุไว้ว่าอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในห้องพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลอนุญาตให้สื่อมวลชนที่ลงทะเบียนไว้กับศาลสามารถเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีได้ จึงแสดงให้เห็นว่าศาลนี้ได้คำนึงถึงหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าชื่นชมในการบริหารจัดการคดีเพื่อให้หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยและมาตรการป้องกันโควิด-19 สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้
มูลนิธิขอเรียนต่อศาลว่า มูลนิธิทำงานให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายมานานกว่า 10 ปี และอยู่ระหว่างการดำเนินการทางนิติบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมาน การเข้ารับฟังการพิจารณาคดีนี้จะทำให้มูลนิธิได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยและประชาชนอย่างมาก
โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่จะเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามข้อกำหนด ข้อ 3 แต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่เข้าร่วมฟังการพิจารณาจะปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ของศาลโดยเคร่งครัด จึงขอศาลได้โปรดอนุญาตให้ตัวแทนของมูลนิธิเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคมและประชาชนจะได้รับประโยชน์ รวมทั้งการบริหารจัดการคดีที่ต้องอยู่ร่วมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยให้มีผลกระทบน้อยที่สุดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อไป
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่







