
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของอดีตรัฐมนตรีอุตตม สาวนายน ได้ผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ bioeconomy เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ภายใต้แผนพัฒนา ปี 2561-2570
เริ่มปักหมุดการลงทุนเริ่มมีการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากนั้นได้ “ต่อยอด” ออกไปนอกเขต EEC ซึ่งขณะนั้นมีเอกชนสนใจลงทุนทั้งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง รวมมูลค่าโครงการถึง 133,000 ล้านบาท
แต่ผ่านมา 3 ปี เอกชนหลายรายชะลอการลงทุนเนื่องจากประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน อาทิ มิตรผลชะลอแผนเพื่อใช้เวลาสร้างความเข้าใจกับชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับ บมจ.น้ำตาลขอนแก่นที่ทบทวนแผน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์การลงทุน แต่ “ตลาด” ยังเล็ก จนอาจไม่คุ้มค่าการลงทุน
นั่นจึงเหลือเพียงบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ที่ร่วมกับกลุ่ม บมจ.เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ KTIS ลงทุนโครงการส่วนต่อขยายไบโอชีวภาพ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” มูลค่า 7,500 ล้านบาท
ล่าสุด นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยังคงเดินหน้าโครงการก่อสร้างนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เพื่อสร้างโรงหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้า โดยบริษัทลูก GGC ร่วมทุนกับ KTIS และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ตเนอร์ คือ บริษัท เนเจอร์เวิร์ก จากสหรัฐอเมริกา
“ขณะนี้ยังคงอยู่ขั้นตอนระหว่างการศึกษาความเหมาะสม ความคุ้มทุนของการลงทุน รวมถึงออกแบบ โดยนครสวรรค์ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป้าหมาย PTTGC ยังผลักดันให้เกิดและยังต้องการที่จะลงทุนเช่นเดิม”
ทั้งนี้ ไทยถือว่ามีความพร้อมในเรื่องวัตถุดิบสำหรับผลิตไบโอชีวภาพ เนื่องจากทั้งอ้อย น้ำตาล ปาล์ม หากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรได้ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าพืชเกษตร คือ สินค้าเพื่อการบริโภค ราคาอิงตลาดโลก เมื่อมีการส่งเสริมการผลิตไบโอ เท่ากับว่าจะมีการดึงวัตถุดิบไปมาระหว่างอาหารและอุตสาหกรรม
ซึ่งการสร้างโมเมนตัมด้วยการส่งเสริมให้ผลิตสินค้าไบโอชีวภาพย่อมทำให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐจะไม่จำเป็นต้องชดเชย แต่อีกด้านหนึ่งหากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นย่อมมีผลต่อราคาสินค้าบริโภค และต้นทุนการผลิตไบโอชีวภาพก็จะสูงตาม หากไม่มีดีมานด์ตลาดปริมาณมากเพียงพอ
“ต้นทุนไบโอพลาสติก (พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้) ต้องแข่งกับพลาสติกจากปิโตรที่ใช้ในท้องตลาดปัจจุบัน แน่นอนว่าต้นทุนของราคาน้ำมันกับราคาพืชเกษตรแตกต่างกันจึงส่งผลให้ราคาสินค้าถูกแพงต่างกัน การจะทำให้เกิดไบโอพลาสติกต้องมีมูลค่าสูงพอคนพร้อมที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้น หากเทียบกับในอเมริกา หรือยุโรป อุตสาหกรรมนี้สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง รัฐบาลไม่ต้องสนับสนุน เพราะมีดีมานด์มาก ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี สำหรับไทยเป็นเรื่องของเวลา ตอนนี้ความต้องการยังมีพอถ้าจะลงก็คงพอไปได้”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในระหว่างที่แผนไบโอชีวภาพยัง “นิ่ง” แต่รัฐบาลมุ่งโฟกัสส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG model) อย่างเข้มข้น โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่งตั้งนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG model)
เพื่อจัดทำแผนงานโครงการ ตาม 4 เป้าหมาย คือ 1.เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม 2.สร้างความยั่งยืนทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.สร้างความยั่งยืนให้ภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายตลาดและนวัตกรรมนำอุตสาหกรรมไทย และ 4.ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ทั้ง 4 สาขา จะมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าเป็น 4.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของ GDP ในอีก 6 ปีข้างหน้า







