ลานิญาโอบล้อมไทย แนะ 5 ข้อสกัดท่วมกรุง
จากสถานการณ์โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน อากาศปรวนแปร ซึ่งหน่วยงานรัฐออกมาระบุว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดปัญหา
ล่าสุด กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)แจ้งให้เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขงเนื่องจากระดับน้ำที่สถานีจิ่งหง จากจีน เพิ่มขึ้น 1.25 เมตร ประกอบกับคาดการณ์จะมีฝนตกเพิ่มบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง ช่วง 31 กรกฎาคม-8 สิงหาคมนี้
โดยจังหวัดที่อาจจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จึงสั่งผู้เกี่ยวข้องเตรียมพร้อม
นอกจากนี้ กอนช.ยังรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการรองรับ ฤดูฝน ปี 2565 กรุงเทพมหานคร จัดเก็บผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดเตรียมเรือ 10 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 40 คน เพื่อจัดเก็บผักตบชวาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด
ส่วนกรมชลประทาน โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 30 กรกฎาคม ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 993 ลบ.ม. (ลูกบาศก์เมตร)/วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.08 เมตร ควบคุมการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ในอัตรา 850 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลดลงในระยะต่อไป
โดย ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า หลายพื้นที่ที่เจอฝนชุกก่อนหน้านี้ก็คลี่คลายลงแล้ว พร้อมกับยึดข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งออกมาระบุแล้วว่าในเดือนสิงหาคม-กันยายน จะมีพายุ 2 ลูก พาดผ่านประเทศไทย ดังนั้นที่ต้องจับตาก็จะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ก็ได้เตรียมพร้อมทั้งการผันน้ำและระบายน้ำโดยมีเขื่อนทั่วประเทศในการควบคุมระดับน้ำ
ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการก็ประสานข้อมูลกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯก็จับตาระดับน้ำหนุนและฝนที่ตก ไม่มีน้ำไหลหลากมาสมทบ โดยภาพรวมในขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่ากังวล
ขณะที่ ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือทีมกรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ว่า ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศอยู่ในสภาวะลานิญา ในต้นฤดูฝนจึงมีฝนมาก น้ำมาก เข้าช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน 2565 ฝนจะตกมากน้ำจะมากพอประมาณ จากนั้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนมกราคม 2566 จะเป็นช่วงที่ลานิญามีโอกาสจะแรงขึ้น มีฝนตกและน้ำมากขึ้น มีผลมากต่อภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้
ซึ่งประธานทีมกรุ๊ปส่งสัญญาณถึงหน่วยงานรัฐไว้ว่า จากสภาวะของน้ำในปัจจุบันและการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำในช่วงมีพายุเคลื่อนที่ผ่านในพื้นที่ จึงเสนอให้รัฐเพิ่มการดำเนินการ คือ 1.ประสานงานกรมอุตุนิยมวิทยาขอรับข้อมูลการพยากรณ์ฝนล่วงหน้าอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อนำมาคำนวณ บริหารจัดการ การพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมาก และแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนที่อยู่ริมตลิ่งท้ายน้ำในที่ลุ่มต่ำที่จะได้รับผลกระทบ 2.ขุดลอกท่อระบายน้ำ คูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รื้อย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกคูคลอง และกำจัดวัชพืชที่กีดขวาง โดยเฉพาะช่วงเป็นคอคอดของแต่ละพื้นที่ 3.ขยายขนาดอาคารระบายน้ำ ท่อลอด ช่องสะพานถนน สะพานรถไฟ ที่มีขนาดไม่พอในการระบายน้ำ เพราะมีการถมพื้นที่แก้มลิงสร้างบ้านเรือน และโรงงานต่างๆ 4.เสริมความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำ ในจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ 5.นำแหล่งน้ำธรรมชาติ และพื้นที่ลุ่มต่ำ มาใช้เป็นแก้มลิง เพื่อลดขนาดและความรุนแรงของน้ำท่วม และ 6.เตรียมสำรองเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ให้พร้อมเข้าสูบระบายน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ
แต่ละภาคมีการบริหารจัดการพื้นที่แตกต่างกัน ในต้นฤดูฝนนี้ภาคเหนือมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ อยู่ในระดับปานกลาง และมีน้ำมากที่ต้องบริหารน้ำอย่างระมัดระวัง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำกิ่วคอหมาและกิ่วลม ครอบคลุมพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง สุโขทัย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนอ่างเก็บน้ำหลักส่งน้ำให้ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวม 22 จังหวัด มีอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังมีน้ำน้อย สามารถกักเก็บน้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อนได้อีกมาก ส่วนอ่างเก็บน้ำเขื่อนแควน้อยและป่าสัก มีน้ำระดับปานกลาง ต้องเก็บกักน้ำโดยระมัดระวัง บริหารจัดการพร่องน้ำก่อนช่วงเวลามีพายุเคลื่อนที่ผ่านให้เหมาะสม
ประธานทีมกรุ๊ประบุอีกว่า ภาคกลาง มีเพียงอ่างเก็บน้ำเขื่อนกระเสียวที่มีน้ำมากต้องระมัดระวังการเก็บกักน้ำ ขณะที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และวชิราลงกรณยังเก็บน้ำได้อีกมาก โดยภาคกลางต้องบริหารจัดการการใช้แก้มลิงและการระบายน้ำผ่านระบบชลประทาน มาช่วยสนับสนุนการบรรเทาอุทกภัย ทั้งในพื้นที่ที่กรมชลประทานได้บริหารจัดการ 11 พื้นที่ รวมกว่า 1 ล้านไร่ ตั้งแต่บางระกำ อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี รวมถึงการระบายน้ำในพื้นที่ที่ต่อเนื่องกันและมีผลกระทบถึงกัน ทั้งปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย
ภาคอีสาน น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณมาก ต้องบริหารการเก็บกักน้ำอย่างระมัดระวังในช่วงก่อนพายุจรจะเคลื่อนที่ผ่าน ต้องพร่องน้ำลงอย่างเหมาะสม ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำนางรอง ลำแซะ มูลบน ลำพระเพลิง จุฬาภรณ์ สิรินธร ลำตะคอง และน้ำอูน และพื้นที่สกลนคร ร้อยเอ็ด ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และพื้นที่ใกล้เคียง
ภาคตะวันออก มีอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมาก ต้องบริหารการเก็บกักน้ำอย่างระมัดระวังที่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ประแสร์ และบางพระ และภาคใต้ต้องระมัดระวังช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ภาวะลานิญา (ฝนมากน้ำมาก) จะมีระดับเพิ่มมากขึ้น ฝนจะตกหนักมากพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำปราณบุรี และพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปตลอดแนวภาคใต้ฝั่งตะวันออกฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ที่ต้องระวังการเกิดน้ำป่าไหลหลาก หรือดินโคลนถล่มด้วย
สำหรับกรุงเทพฯ น้ำท่วมเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนัก น้ำเหนือไหลหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ผ่านพระนครศรีอยุธยา และน้ำทะเลหนุนสูงในบางช่วงเวลา บางวันของเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ข้อเสนอแนะในการป้องกัน และบรรเทาความเสียหาย คือ 1.ปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรงและก่อสร้างคันกั้นน้ำที่ยังเป็นฟันหลอ และรั่วซึม 2.ติดตั้งประตูน้ำ ปิดปากท่อระบายน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับมาตามท่อระบายน้ำข้างถนน ขึ้นมาท่วมบนถนนและไหลลอดเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับคันกั้นน้ำ และเตรียมกระสอบทราย แก้ปัญหาฉุกเฉิน อุดปิดไม่ให้มีน้ำไหลย้อนกลับในท่อระบายน้ำช่วงน้ำทะเลหนุนสูง
3.ท่อระบายน้ำข้างถนนก่อสร้างมานาน มีการทรุดตัว ตกท้องช้างและชำรุดหลายพื้นที่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น พื้นที่ชะลอน้ำลดลง ทำให้การรับน้ำของท่อระบายหลายพื้นที่ลดลง ต้องสูบทยอยต่อกันเป็นหลายทอด ระบายน้ำลงสู่คลองสายย่อย ให้ไหลหรือสูบลงสู่คลองหลักสายใหญ่ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ในบางพื้นที่จำเป็นต้องปรับปรุงท่อระบายน้ำข้างถนน และก่อสร้างเป็นลักษณะของการดันท่อขนาดเล็กขนานท่อเดิม
4.ปรับปรุง ขุดลอกคลองระบายน้ำสายต่างๆ ให้มีประสิทธิผลในการระบายน้ำ สูบน้ำ จากพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ ลงสู่คลองหลักสายใหญ่ และอุโมงค์ระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น อาทิ ขุดลอกตะกอน รื้อย้ายสิ่งก่อสร้าง และผู้บุกรุก ออกจากแนวคลองระบายน้ำ เป็นต้น 5.ใช้พื้นที่แก้มลิง โดยปรับปรุงขุดลอกหนองบึง สร้างประตูน้ำ ใช้เป็นแก้มลิงชะลอน้ำ ลดพื้นที่น้ำท่วม และเพิ่มพื้นที่แก้มลิงใต้ดิน
โดย ชวลิต ทิ้งท้ายไว้ว่า การบริหารจัดการเฉพาะเชิงพื้นที่ อย่างพื้นที่ตะวันออกนอกคันต้องประสานกรมชลประทาน เร่งระบายน้ำผ่านออกสู่ทะเล ส่วนพื้นที่ตะวันออกในคันต้องบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ การเชื่อมโยงองค์ประกอบระบบระบายน้ำที่มีอยู่ ด้านพื้นที่ฝั่งตะวันตกใช้คลองที่มีอยู่จำนวนมากเป็นแก้มลิง
และระบายน้ำอย่างต่อเนื่องกันลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแก้มลิงใหญ่คลองมหาชัย-สนามชัย ที่รับน้ำได้ปริมาณมาก







